ชมเด็กดีกว่าดุเด็ก
ระหว่างการชมเชยและการดุว่าเด็กนั้น ดูเหมือนว่าการดุจะให้ผลมากกว่าแต่ขอท่านอย่าด่วนคิดเช่นนั้น เพราะเมื่อเด็กถูกดุ แกจะพัฒนา ความสามารถ ในการต่อต้านขึ้นมา การพูดเช่นนี้เหมือนกับพูดอะไรในทางตรงข้าม อย่างไรก็ตาม "การชม" หรือ "การดุ" จำเป็นต้องทำอย่างรอบครอบที่สุด ตัวอย่างเช่น เวลาคุณแม่รินน้ำผลไม้ใส่แก้วแล้วเดินถือไปไว้ที่โต๊ะ เด็กอายุ 2 ขวบเห็นเช่นนั้นอยากเอาอย่างบ้างจึงไปเอาแก้วมา เมื่อคุณแม่เห็นก็กลัวว่าลูกจะทำน้ำผลไม้หกจึงร้องห้ามว่า "อย่านะลูก" การทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิด พ่อแม่ประเภทนี้แหละเมื่อลูกโตขึ้นชอบบ่นกับลูกว่า "รู้จักช่วยพ่อแม่ซะมั่งซี่" ถึงแม้ว่างานนั้นจะเกิดความสามารถของลูก ก่อนอื่นคุณแม่ควรชมแกว่า "เก่งจังเลย" แล้วรินน้ำผลไม้ให้แกน้อยหน่อยและให้ลูกถือไป อาจารย์ซูซูกิ ซึ่งสอนไวโอลินก็เล่าเรื่องน่าสนใจให้ฟังว่า ที่โรงเรียนสอนไวโอลินแห่งหนึ่ง มีเด็กซึ่งสีไวโอลินไม่ได้ความ จนกระทั่งทุกคนอิดหนาระอาใจเมื่อครูของเด็กบอกว่า "ไหนหนูลองสีไวโอลินให้ครูฟังหน่อยซิ" เด็กคนนั้นก็สีแต่ใช้ไม่ได้เลย ถึงกระนั้นก็ตามคุณครูยังชมว่า "เก่งมาก" "เก่งมาก" และพูดต่อไปอีกว่า "ตรงนี้ครูสีได้แบบนี้ หนูล่ะทำได้ไหม" เด็กคนนั้นตอบว่า "ได้ครับ" และยอมเรียนแต่โดยดี เพราะฉะนั้นเราควรคิดเสมอว่าสำหรับเด็กเล็ก "การชม" ให้ผลดีกว่า "การดุ" อย่างไรก็ตามมีบางครั้งที่เราจำต้องดุเด็ก ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แทนที่เราจะปฏิเสธการกระทำหรือความคิดของเด็กเท่านั้น เราต้องแนะแนวทางอื่นที่ดีกว่าและอธิบายให้เด็กเข้าใจเหตุผลด้วย เช่น ในกรณีที่เด็กฉีกหนังสือพิมพ์ที่เรากำลังอ่านค้างอยู่ แทนที่จะตีมือเด็กและแย่งหนังสือพิมพ์มา เราควรหากระดาษหนังสือพิมพ์อื่นมาให้แทน มิฉะนั้นจะกายเป็นการปิดกั้นความคิดริเริ่มและความอยากทดลองทำอะไรของเด็ก และถึงแ้ม้เราจะไม่ให้ของทดแทน เราก็ต้องอธิบายเหตุผลให้รู้ เด็กอาจไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด แต่เด็กก็สามารถเข้าใจจากท่าทีของพ่อแม่ได้
บทความจากหนังสือ : รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว
|
||